วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ปัญหาวัชพืช
ปัญหาวัชพืชที่ท้องนากลายเป็นการเพิ่มต้นทุนทั้งสารเคมีและค่าแรงงานที่มากกว่า 450 บาทต่อไร่ ตั้นทุนต่อไร่ที่สูงขึ้นส่งผลต่อราคาข้าวที่จำหน่าย สาเหตุที่วัชพืชเริ่มกลับมาอีกครั้ง อาจเกิดจากการนิยมทำนานหว่านและขาดแคลนน้ำในการควบคุมวัชพืช ตลอดจนการที่ชาวนาไม่ได้พักดินทำให้เมล็ดวัชพืชที่อยู่ในดินแฝงอยู่เกิดการเจริญมาพร้อม ๆ กับข้าว
วัชพืชที่พบได้ในนาของนายยินดี บ้านขี้เหล็กหมู่ 6 ตำบลแก อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่
กกนาก มีประมาณ ร้อยละ 25 ของจำนวนวัชพืชทั้งหมด

กกขนาก
ชื่อวิทยาศาสตร์
Cyperus difformis L.
ชื่ออื่น
small flower umbrella plant หญ้าดอกต่อ, ผือน้อย
ประเภท/ชีพจักร
กก/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ลำต้นสามเหลี่ยมเว้าลึก ดอกเป็นแฉกทรงกลมสีเขียว
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ดินชื้นแฉะ
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาหว่านน้ำตม นาดำและนาหว่านข้าวแห้ง
ที่มา http://www.brrd.in.th/rkb/data_006/rice_xx2-06_NEWweedrice_08.html

รองลงมาที่พบ ร้อยละ 20
กกทราย
ชื่อวิทยาศาสตร์
Cyperus iria L.
ชื่ออื่น
umbrella sedge, rice flatsedge, กกแดง, หญ้ารังกา
ประเภท/ชีพจักร
กก/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ต้นอ่อนคล้ายหอกปลายแหลม ดอกเล็กเป็นช่อเรียงกัน 2 แถว สีเหลือง-น้ำตาล
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ดินเหนียวปนทรายและชื้น
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาหว่านน้ำตม นาหว่านข้าวแห้งและนาดำ

รองลงมาร้อยละ 21 คือ
เทียนนา ชาวบ้านขี้เหล็กเรียกว่า "ต้นไส้เอียน"
ชื่อวิทยาศาสตร์
Jussiaea linifolia Vahl
ชื่ออื่น
water primrose
ประเภท/ชีพจักร
ใบกว้าง/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสูง 25-70 ซ.ม. ขึ้นในที่ชื้น
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
เจริญเติบโตได้ในที่ชื้นหรือมีน้ำขัง
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาน้ำฝน

รองลงมา ร้อยละ 14 คือ ซ้ง
เซ่งใบมน ชาวบ้านขีเหล็กเรยกว่า "ต้นแมงขี้อ้น"
ชื่อวิทยาศาสตร์
Melochia corchorifolia L.
ชื่ออื่น
wire bush
ประเภท/ชีพจักร
ใบกว้าง/อายุปีเดียวและข้ามปี
ลักษณะเด่น
เติบโตในสภาพไร่ได้ หลังงอกหากมีน้ำขังก็ยังเจริญเติบโตได้
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ลุ่มและค่อนข้างดอน
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาน้ำฝน

รองลงมา ร้อยละ 8 คือ ผักบุ้ง
ผักบุ้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์
Ipomoea aquatica Forsk.
ชื่ออื่น
swamp morning glory
ประเภท/ชีพจักร
ใบกว้าง/อายุข้ามปี
ลักษณะเด่น
มีลักษณะลำต้นกลวงลอยน้ำได้ อยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึก
ส่วนขยายพันธุ์
ลำต้น/ เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
นาน้ำลึกที่มีทั้งสภาพดินแห้ง, ชื้น และน้ำขังลึก
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาน้ำลึก นาหว่านข้าวแห้ง นาดำ

รองลงมาร้อยละ 7 คือ โสน
โสนหางไก่ ช้าวบ้านขี้เหล็กเรียกว่า "ต้นกะถินขี้นก"
ชื่อวิทยาศาสตร์
Aeschynomene aspera L.
ชื่ออื่น
jointvetch
ประเภท/ชีพจักร
ใบกว้าง/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ต้นสูง ทนน้ำท่วม
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ดินชื้นแฉะหรือน้ำขัง
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาหว่านข้าวแห้ง

รองลงมาร้อยละ 5 คือ หนวดปลาดุก
หนวดปลาดุก ชาวบ้านมักเรียกว่า "หญ้าส้ม"
ชื่อวิทยาศาสตร์
Fimbristylis miliacea (L.) Vahl.
ชื่ออื่น
grass-like fimbristylis หญ้าหนวดแมว, หญ้าไข่กบ, หญ้าไข่เขียด
ประเภท/ชีพจักร
กก/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ต้นอ่อนแตกกอแนวเส้นตรงคล้ายพัด ดอกเป็นตุ่มสีน้ำตาล
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ดินชื้นไม่มีน้ำขัง
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาหว่านน้ำตม นาหว่านข้าวแห้งและนาดำ

รองลงมาร้อยละ 5 คือ หญ้าแดง
หญ้าแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์
Ischaemum rugosum Salisb.
ชื่ออื่น
wrinkle duck-beak ,หญ้ากระดูกไก่, หญ้าก้านธูป, หญ้าสล้าง
ประเภท/ชีพจักร
หญ้า/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ลำต้นแนบพื้นดินและชูยอดขึ้น ช่อดอกติดกันแน่นคล้ายธูป
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
งอกได้ดีในดินชื้น
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาหว่านข้าวแห้งและนาหว่านน้ำตม

และอื่น ๆ เช่น
หญ้าปากควาย

ชื่อวิทยาศาสตร์
Dactyloctenium aegyptium (L.)P.Beauv
ชื่ออื่น
crowfoot grass
ประเภท/ชีพจักร
หญ้า/อายุปีเดียว
ลักษณะเด่น
ดอกเป็นสี่แฉก
ส่วนขยายพันธุ์
เมล็ด
สภาพที่เหมาะสม
ที่ดอน ดินร่วนค่อนข้างแห้ง
นิเวศนาข้าวที่ระบาด
นาหว่านข้าวแห้ง

ที่มา กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ที่มาของอำเภอรัตนบุรี

ประวัติความเป็นมาของอำเภอรัตนบุรี จากเอกสารฉลองครบรอบ 100 ปี อำเภอรัตนบุรี ทำให้ทราบว่า เมื่อประมาณ พ.ศ.2280 ตามที่ปรากฏในพงสาวดาร "หัวเมืองมณฑลอีสาน" ได้มีชนเผ่าที่เรียกตนเองว่า "ส่วย" หรือ "กูย" มีการพูดเป็นของตนเอง อพยพมาจากอัตปือแสนแปอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองจำปาศักดิ์ ฝั่งซ้ายน้ำโขงอาณาเขตสาธารณรัฐประชาชาชนลาวในปัจจุบัน เดินทางมาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง คือประเทศไทยได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มีหัวหน้าส่วยที่สำคัญ 6 คน ดังนี้
พวกที่ 1 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเมืองที่ (บ้านเมืองที ตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์) หัวหน้าชื่"เชียงปุม"
พวกที่ 2 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกุดหมาย หรือเมืองเตา(อำเภอรัตนบุรี ปัจจุบัน) หัวหน้าชื่อ "เชียงสี" หรือ ตากะอาม"
พวกที่ 3 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเมืองลีง (เขตอำเภอจอมพระปัจจุบัน) หัวหน้าชื่อ "เชียงสง"
พวกที่ 4 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านโคกลำดวน(เขตอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ) หัวหน้าชื่อ "ตากะจะ" และ "เชียงขัน"
พวกที่ 5 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านอัจจะปะนึง หรือโคกอัจจะ(เขตอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์) หัวหน้าชื่อ "เชียงฆะ"
พวกที่ 6 มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านกุดปะไท (บ้านจารพัด อำเภอศีขรภูมิปัจจุบัน) หัวหน้าชื่อ "เชียงไชย" อำเภอรัตนบุรีในสมัยนั้น กลุ่มที่มาตั้งรกราก คือกลุ่มของ เชียงสี และพรรคพวกอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ฝั่งไทยเพื่อแสวงหาถิ่นอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเกษตร และปลูกบ้านเรือน และได้พบกับถิ่นอุดมสมบูรณ์ มีห้วยหนอง คลองบึง ป่าไม้ สัตว์ป่าจำพวกเต่าเป็นจำนวนมากจึงถิ่นฐานที่บ้านกุดหวาย หรือรัตนบุรีในปัจจุบัน เชียงสี เป็นคนมีวิชาอาคมมากซึ่งเป็นหัวหน้าทีม พระเจ้าอยู่หัวสุริยาอมรินทร์ และพระอนุชาได้ขอให้เชียงสีช่วยติดตามช้างให้ เชียงสีจึงรวมพรรคพวก ทั้ง 5 คน คือ เชียงปุม เชียงฆะ เชียงชัย เชียงขัน และเชียงสง ช่วยออกติดตามช้างจนถึงเขตแดนเขมรจึงจับช้างทรงได้คืน พระเจ้าอยู่หัวสุริยาอมรินทร์ได้ขอผูกเสี่ยว กับกลุ่มทั้ง 6 คน แล้วเสด็จกลับกรุงศรี และภายหลังเสี่ยวทั้ง 6 ได้รับพระราชทานยศฐาบรรดาศักดิ์แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง ยกฐานะหมู่บ้านเป็นเมืองขึ้นตรงต่อพิมาย ซึ่งเชียงสีได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขั้นหลวงมีชื่อใหม่ว่า "หลวงศรีนครเตา" ปกครองเมืองกุดหวาย หรือเมืองรัตนบุรี ด้วยความสงบสุขเรื่อยมา เชียงสีได้ส่งส่วยตามประเพณีเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีจนได้รับบรรดาศักดิ์สูงจาก "หลวง" เป็น "พระ" ปกครองเมืองเดิม และได้เพิ่มชื่อต่อท้ายว่า "ท้าวเธอ" เป็น พระศรีนครเตาท้าวเธอ ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น "รัตนบุรี" ตามชื่อของห้วยแก้วที่ขึ้นอยู่ 2 ฝั่งห้วยอย่างหนาแน่น ต่อมาพ.ศ. 2439 เมืองรัตนบุรี ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ ขึ้นตรงกับจังหวัดบุรีรัมย์ และ ในปี พ.ศ. 2459 ได้โอนมาอยู่ในความปกครองของจังหวัดสุรินทร์ตราบปัจจุบันนี้ โดยมีนายอำเภอคนแรก คือ หลวงสรรพกิจ โกศล
ที่มา เอกสารนำเสนองานเลิมฉลองการก่อตั้งเมืองรัตนบุรี ครบ ๑๐๐ ปี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์

ขายข้าวหอมมะลิเพื่อแลกปุ๋ย


ในวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2533 นายยินดีได้นำข้าวจำนวน 154 ถุงปุ๋ย ช่างทีละ 4 -5 ถุง ได้รวมแล้ว 5,080 กิโลกรัม นำใส่รถหกล้อเก่าคู่ใจ Hino Km505 อายุกว่า ๒๕ ปี ออกเดินทางจากบ้านขี้เหล็ก หมู่ ๖ ตำบลแก อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เวลาประมาณ สิบนาฬิกา ถึงที่หมายอำเภอสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้าน 48 กิโลเมตร พอมาถึงเจ้าหน้าที่โรงสีข้าวแห่งหนึ่งก็ทำการวัดร้อยละของปริมาณข้าวสาร รอประมาณ ๑๕ นาที ผลก็ทราบว่า ร้อยละของข้าวสารนายยินดีอยู่ที่ ร้อยละ 24 ซึ่งหมายถึง ข้าวเปลือกจำนวน 100 กรัม มีข้าวสารที่ไม่แตกหักเลยอยู่ 24 กรัม
นายยินดีก็คำนวณปริมาณข้าวสารของตนเอง โดยเอา 5,080 กิโลกรัม * 24% เท่ากับ 1219.2 กิโลกรัม ที่เหลือจำนวน 3860.8 กิโลกรัม ก็ต้องทิ้งไป
โรงสีคำนวณราคาข้าวสารชั้น ๑ ที่ราคา 45.50 บาท ดังนั้นนายยินดีขายข้าวได้ กิโลกรัมละ 24 * 10 gram/kg(1000) * 38.50 B =10.68 บาท บวกด้วยแกลบและหัวรำได้อีก 1.25 บาท รวมเป็นเงิน ที่นายยินดีจะขายข้าวเปลือกหอมมะลิสุรินทร์ได้ราคา 10.86 + 1.25 = 12.11 บาท
นันหมายความว่าปริมาณข้าวอีกกว่า สามพันกิโลกรัมนั้นราคาเท่ากับแกลบ...
ความหวังว่าจะนำข้าวแลกป๋ยยูเรียที่ถุงละประมาณ 580 บาท ก็ต้องใช้เงินข้าอย่างน้อย 2 ถุงในการแลกซื้อ

ชีวิตที่เลือกได้และถูกเลือกได้เช่นกัน

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาตอซังในนามีปริมาณที่มากเกินไป

จากประสบการณ์แปลงนาที่มีตอซังนานเกินห้าปี มีปัญหา รากข้าวเน่า แก้ไม่ตก อาจเป็นเพราะจุลินทรีย์ หรือ ซิลก้า มีปริมาณที่สูง ต่างจากแปลงนาที่มีการเผากลบ ชัดเจน ดังนั้นปริมาณตอซัง หรือฟางข้าที่พอเหมาะกับสภาพดิน จึงเป็นทางเลือก (ข้อมูลเบื้องต้น : สภาพดิน ชุดดินเหนียวปนทราย ปริมาณธาติอาหารต่ำ แถบลุ่มน้ำมูล อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ข้าวใบใหญ่ สูงประมาณ ๑๒๐-๑๗๐ ซ.ม. น้ำตลอดช่วงอายุข้าว-น้ำมาก ข้าวที่นิยมปลูกเป็นข้าวมะลิ ๑๐๕ หว่านก่อนเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือน พฤศจิกายน)
ผลผลิต เมล็ดข้าวเล็กเรียวโค้งสำหรับนาอินทรีย์ ถ้าเป็นนาผสมผสานเคมี ข้าวรวงใหญ่ เมล็ดอวบอ้วน ขาวตรงความโค้งน้อย ปริมาณมากกว่าเท่าตัว ข้าวสุกจะขาดความนุ่มนวลต่างกันอย่างชัดเจน
เรายังขาดข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณที่เหมาะสมของตอซัง ทั้ง ๆ สมมุติฐานของประโยชน์ตอซังกับแปลงนานั้นมากพอสมควร งานวิจัยที่ขาดความต่อเนื่องทำให้การนำความรู้ที่ได้ไปใช้แบบลองผิดลองถูกอีกเช่นเคย ไม่ทราบถึงปัจจัยแทรกซ้อนต่าง ๆ และการควบคุม ก็จะกลายเป็น จุลินทรีย์ระบาด มากกว่าประโยชน์เนื่องจากการขาดความรู้ที่เพียงพอต่อการจัดการ

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ลูกชาวนาหรือลูกเทวดา

เรื่องง่าย ๆ ของการทำนากลับกลายเป็นการมักง่ายของการทำนา
ถ้ากล่าวถึงความยากง่ายแล้ว การทำนาถือว่าเป็นเรื่องง่ายของชาวนา ตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ข้าว เตรียมแปลงนา จัดการระบบน้ำ ดูแลรักษาและบำรุง การเก็บเกี่ยว ส่วนที่ยากของชาวนาที่แท้จริง คือการจัดจำหน่าย เมื่อชาวนาสามารถที่จผลิต เท่าไหร่ก็ได้ แต่ความสามารถเชิงการตลาดน้อยมาก
ผู้ที่ทำนาโดยลัดขั้นตอนต่าง ๆ หรือเพียงแค่ มุ่งแต่ด้านการเก็บและจำหน่ายเท่านั้น กลายเป็นผู้ประสบผลสำเร็จมากกว่าชาวนา จะทำอย่างไรให้กระบวนการทั้งหมดเป็นของชาวนาอย่างแท้จริง ถึงแม้นจะจัดตั้
สหกรณ์ก็ไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืน เนื่องจากความรู้ความเข้าใจ ของชาวนาที่มองเอกสาร หรือธุรกรรมต่าง ๆ เป็นความยาก
จะทำอย่างไร ชาวนาจะเข้าใจ
มีเพียงความหวังของชาวนาคือ ลูกชาวนา เขาภูมิใจไหมที่มีพ่อแม่เป็นชาวนา และลูกพร้อมที่จะสานต่ออาชีพชาวนาแทนบุพการ การจัดการศึกษาที่ทำให้ลูก ๆ ทิ้งความเป็นชาวนา นั้นหมายถึง วิชาชาวนาไม่มี
ความยั่งยืนจะยืนอยู่ได้ด้วยการสานต่อ เราจงมาร่วมสร้างวิถีของชาวนาด้วยชาวนาศึกษา

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ข้อมูลน้ำอำเภอรัตนบุรี


ทรัพยากรน้ำ
แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญมี 3 สาย คือ 1) แม่น้ำ ไหลผ่านตอนเหนือของตำบลแก กุดขาคีม ทับใหญ่ ดอนแรด และหนองบัวทอง 2) ห้วยทับทัน ไหลผ่านทางด้านตะวันออกของอำเภอ ได้แก่ ตำบลเบิด หนองหลวง และธาตุ 3) ห้วยแก้ว ไหลผ่านตอนกลางของอำเภอ ได้แก่ ตำบลรัตนบุรี แก หนองบัวทอง และดอนแรด ใช้ประโยชน์ในการชลประทาน เพื่อการเกษตร และ การประปา
โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจำนวน 8 แห่ง พื้นที่รับน้ำจำนวน 5,000 ไร่
1. ตำบลย่างว่าง จำนวน 2 จุด
2..ตำบลดอนแรด จำนวน 2 จุด
3.ตำบลเบิด จำนวน 1 แห่ง
4. ตำบลแก จำนวน 1 จุด
5.ตำบลกุดขาคีม จำนวน 1 จุด
ที่มา ข้อมุลสารสนเทศจังหวัดสุรินทร์ 2547

ความสมดใส

หลังจากฝนตกแล้ว ความสดใสกลับคืนสู่ท้องนาอีกครั้ง
ความหวัง ความฝัน ก็มุ่งทะยานต่อ
ชาวนามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลิตข้าว
ข้าวแต่ละแปลงมีการบำรุงรักษาเปรียบเสมือนการดุแลญาติมิตร
ดังนั้น จึงตอบคำถามชาวนาได้ว่า
ทำไมชาวนายังต้องทำนา ทั้ง ๆ ที่ผลิตที่เป็นข้าวเปลือก แม้นมีราคาที่ต่ำก็ตาม
ชาวนาอยู่ได้ โรงสีข้าวก็ไปรอด
ชาติก้ดำรงได้อย่างมั่นคง