วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แนวทางห่วน ๆ ในการเพิ่มมูลค่าข้าวแก่ชุมชนทางอ้อมและตรง

ราคาตลาดข้าวหอมมะลิที่ 13,500 บาทต่อตัน (ปริมาณข้าวสารชั้น1 ร้อยละ 40 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นราคาก็ลดลั่นตามร้อยละ 5% ที่มา ข้าวหอมสุรินทร์ 12 ก.ค. 53 ราคาตก เพราะ คนไทยกินข้าวน้อยลง กินแต่ผลิตภัณฑ์จากแป้งสาลีมากขึ้น ก็เลยนำเข้าข้าวสาลีมากขึ้น มันราคาถูกกว่ากันเยอะ อีกทั้งกินข้าวเม้า หรือข้าวบาเลย์อีก (ผลิตเหล้าเบียร์)นำเข้าทั้งนั้น คนไทย กินข้าวหรือยัง... เคล็ดลับในการหุงข้าวหอมมะลิ คือ หุงพอดีน้ำ แบบไม่เช็ดน้ำ ใส่ใบเตยสด เมื่อข้าวใกล้สุก ข้าวจะต้องถูกขัดสีมาไม่เกิน 7 วัน ตามตำราตำข้าวสารกรอกหม้อ ได้คุณภาพข้าวหอมมากที่สุด เนื่องจากกรดไขมันจากข้าวยังไม่ถูกเปลี่ยนคุณภาพเนื่องจากจุลินทร์ทรีย์บางชนิด ข้าวหอมมะลิแดง มีธาตุเหล็กและธาตแมกนีเชียม ที่เหมาะสม ฉะนันคุณภาพของวิตามมิน B หลากชนิดก็คง ถ้านานเกิน วัน บางท่านอาจมีอาการแพ้ข้าวหอมนี้ กินให้เป็นยา ไม่ได้กินเพราะอวดมั่งมี ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ทางออกที่ดี ขอให้นักศึกษาหรือผูหัวดีทางการสร้างและออกแบบ ขอได้ผลิตเครื่องสีข้าวกรอหม้อ แบบมือถือ หรือแบบดัดแปลงจากเครื่องปั่ผลไม้ มาเป็นเครื่องสีข้าวกรอกหม้อ แล้ว โปรดักชั่นนี้ อาจจะทำให้ชาวนาได้ขายข้าเปลือกโดยตรงแก่ผู้บริโภค ไม่ต้องซื้อข้าวสารหอมมะลิ ราคาตั้ง กิโลกรัมละ 35 - 50 บาท โน้น ค่าการตลาดแพง แกลบแพง(ผลิตไฟฟ้า) รำแพง(อาหารสัตว์) ข้าวปลาย (ข้าวโอ๊ด) ข้าวราคาถูก รวมแล้ว กำไรเห็น ๆ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จากข้าวถูกปิดบัง เพราะภาคเอกชนเขาทำกันเอง รัฐทำน้อย ความรู้สาธารณะก็น้อย แนวคิดที่จะเพิ่มมูลค่าก็น้อยตามไปด้วย การผลิตน้ำมันรำข้าวจากกระบวนการเผาแกลบได้พลังงานกล ไฟฟ้า พลังงานเคมี และอื่น ๆ รวมทั้งผลคาร์บอนที่มีคุณภาพ ในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ล้วนได้จากการวิจัย แต่ความรู้นี้มักตกอยู่กับนายทุน กลายเป็นความรู้ที่ไม่มีค่าต่อสังคมโยตรง กลับถูกซ้ำเติมราคา
"ถึงเวลาหรือยังสำหรับงนวิจัยสาธารณะ ที่ทุกคนจะได้รับรู้รับทราบอย่างทั่วถึง" ขอส่งพลังใจสู่นักวิจัยเพื่อเกษตรกรไทยที่อุทิศตนแม่งบประมาณจะน้อยนิดก็ตาม คนไทย(รัฐ)อาจจะไม่เห็นค่า แต่ฝรั่งอิจฉาตาร้อนอยากมีพื้นนาข้าวอย่างคนไทย เพราะไทยคือดินแดนสุวรรณภูมิอย่างแท้จริง (ข้าวมีค่าดังทอง)

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งตามแบบนายยินดี

ปัญหาแล้งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคเกษตร อุตสากรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจะโยงใยกันจนแยกไม่ออก ขาดน้ำเป็นต้นเหตุของปัญหา สิ่งที่เป็นปัญหาคือ พืชเพาะปลูกตาย สัตว์เลี้ยงตาย ผลผลิตตกต่ำ สินค้าราคาแพง กลายเป็นอุปสรรค ฉะนั้นคำว่าอุปสรรค หรือสิ่งที่ขวางกั้น ปิดกั้น ทางไปสู่เป้าหมายนั้นหมายถึงปัญหา เกษตรกรกำหนดปัญหาอย่างไร แนวทางที่จะใช้ได้ทันด่วนทำอย่างไร งบประมาณมากน้อยอย่างไร บริเวณใดที่รับผลตรงและบริเวณใดรับผลโดยอ้อม
การวางแผนเพื่อแก้ปัญหาต้องเริ่ม ทั้งจุดเล็ก ๆ จุดกลาง และจุดใหญ่ และสำคัญที่สุด คืดจุดแห่งความยั่งยืน ถามว่าเริ่มจุดใดก่อน ตอบยาก
ให้เริ่มพร้อมกัน
จุดเล็ก ได้แก่แหล่งบนดินและน้ำใต้ดินที่พอมีบรรเทา จัดสรรให้ ขุดบ่อน้ำทำแก้มเก็บ วิจัยศึกษาปัญหาเป็นกรณี
จุดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย การผันน้ำจากแหล่งที่มีพอเพียงที่อยู่ในระยะพิสัยพึงกระทำส่งผลน้อยกับสิ่งแวดล้อมระยะยาว ศึกษาวิจัยน้ำอย่างจริงจัง
จุดกลางการ สร้างแหล่งน้ำผิวดิน ใต้ดินที่มีระบบการจ่ายที่ควบคุมได้ ตั้งศูนย์อุตุนิยมวิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมบริเวณตามประสิทธิภาพของเครื่องมือ รายงานผลข้อมูลความชื้นที่เป็นจริงปราศจากความเท็จเพื่อจุดประสงค์ประโยชน์ส่วนตน หรือศูนย์รวมวิจัย ที่สอดคล้องกับหน่วยงานธรณีวิทยา
จุดใหญ่เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของเขื่อน ตลอดจนการลดการผลิตกระแสไฟฟ้าลง แต่เพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าแบบวนกลับ(ย้อนกลับ แม้นจะลงทุนสูงแต่การหมุนเวียนน้ำจะมีค่า) สร้างการผันเก็บน้ำในรูปแบต่าง ๆ สร้างผืนป่าที่กำหนดทิศทางความชื้นของบริเวรณที่ควบคุมได้
จุดที่ยั่งยืนสร้างค่านิยมแห่งการอนุรักษ์ หรือวัฒนธรรมแห่งสายน้ำที่มีคุณค่าแก่การสืบทอดที่มั่นคงถาวร
ข้อเสนอดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้ทั้งหมดแต่สิ่งที่เป็นค่านิยม หรือคุณค่าแห่งจิตใจ ทั้งชาติน่าจะสร้างได้ ไม่ว่าชาติใดก็สร้างได้เช่นกัน จุดนี้ก็เกิดจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลักปรัชญาดังกล่าวใช้ได้เมื่องบประมาณที่เกี่ยวข้องมีจำนวนจำกัดขอให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเริ่มลงมือทำ เมื่อ "ทำได้ ถึงได้ช้า ดีกว่าทำไม่ได้ และไม่ได้ทำ"
ขอทรงพระเจริญ ด้วยกล้าวด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า นายธรรมศักดิ์ ช่วยวัฒนะ นามปากกา นายยินดี

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การขาดสมดุลอุทกสถิต


ปัญหาขาดแคลนน้ำของเกษตรกรกำกลังเป็นปัญหาวิกิตของชาติที่ทุกฝ่ายควรมาร่วมมือแก้ปัญหา อย่างน้อย ๆ ก้บรรเทาได้บ้าง และร่วมกันวางแผนเผื่ออนาคต หรือที่เรียกว่า แผนแห่งการสร้างความยั่งยืน ผมได้ลงมือนำนาประมาณ 10 ปี ถือว่าประสบการณ์นาลุมน้ำมูล ได้พบปัญหาในแต่ละปีแตกต่างกันในรายละเอียดโยสิ้นเชิง แต่ปัญหารวม ๆ จะอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผม(นายยินดี) ได้ปรับพื้นที่นาแต่ละแปลงมีบ่อน้ำเล็ก ๆ ขนาดกินพื้นที่ ประมาณ ๕ - ๑๐ % เพื่อเก็บกักน้ำ ตลอดจนเป็นบ่อปลาที่ได้ประโยชน์หลังฤดูการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๓ จนถึง ๒๕๕๓ ได้ใช้ประโยชน์ตรงในการสูบน้ำเพื่อเลียงต้นข้าว ๔ ครั้ง ปีที่ได้ใช้งานจริง ๒๕๔๓ สภาพบ่อใหม่และพร้อมใช้ ๒๕๔๕ น้ำท่วม ๒๕๔๖-๒๕๔๗ ได้ใช้แต่ไม่เพียงพอ ๒๕๔๘-๒๕๕๐ น้ำท่วม ๒๕๕๑-๒๕๕๒ ได้ใช้งานเต็มที่ โดยใช้งบประมาณในการขุดบ่อ รวม ๒๔๖,๐๐๐ บาท(งบประมาณจากรัฐสนับสนุน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และงบส่วนตัว) รวม ๕ บ่อ และมีแผนขุดลอกเพิ่มอีก ๓ บ่อ นอกจากนี้แล้วยังได้งบประมาณเป็นค่าชดเชยอุทกภัยในแต่ละปีสำหรับบ่อเลี้ยงปลาของรัฐแตกต่างกันในแต่ละปี

การได้รับเงินชดเชยดังกล่าวจากรัฐหลาย ๆ อย่างรวมกันแก่เกษตรกร มากพอสมควร ผมสวมบททั้งข้าราชการครูและชาวนายังรับรู้ว่าชาวนานั้นได้รับการช่วยเหลือเงินมาโดยตลอด เหตุผลที่ชาวนาจนผมทราบดี ถ้าชาวนาที่แท้จริงมักจะร่ำรวยเสมอ

การจัดการน้ำที่ได้พึ่งตนเองด้วยบ่อก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาน้ำในระยะยาวได้เนื่องจาก ปริมาณน้ำที่มากในแต่ละปี และที่น้อยจนขาดแคลนบางปี จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการเก็บกักน้ำมากเช่นเดียวกัน ถ้าหากรัฐบาลหันความสมใจและตระหนักความสำคัญของสมดุลน้ำใต้ดิน การรักษาความชุ่มชื้นของดิน มีค่ามากกว่าแอ่งน้ำบนผิวดิน เนื่องจากปัจจัยเสียงของน้ำท่วมเกือบจะไม่มี การเติมน้ำลงสู่ใต้ดิน จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เมื่อนำน้ำใต้ดินไปใช้มาก ๆ ปัญหาน้ำใต้ดินขาดแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาแอ่งน้ำใต้ดินมีขนาดลดลง เพราะดินทรุดลง อย่าง ช้า ๆ หรือไม่ก็เกิดแอ่ง หลุ่ม ลึก โดยไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ที่มีความรู้และสนใจเขื่อใต้ดินเรายังล้าหลัง แม้กระทั่งประเทศเล็ก อย่างสิงคโปร์ ยังมีเขื่อน้ำจืดใต้ทะเลที่มีปริมาณเลี้ยงดูประชากรเขาได้เกือบสิบปี คงไม่ยากน่ะที่นักการเมืองจะเปิดใจ อย่าคิดแต่ว่าทำสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ก็มักจะคอรัปชั้นกัน อย่างเช่นกรรณีขุดเจาะบ่อบาดาลที่ใช้การไม่ได้มากกว่าร้อยละ ๖๐ เนื่องจากเราขาดข้อมูลที่แท้จริงทางธรณีวิทยานั่นเอง

ปัญหาการขาดแคลนของแหล่งน้ำใต้ดิน เนื่องจากการใช้ในปริมาณที่มาก เกินไป การเติมน้ำเข้าไปรัฐกับให้ใช้ระบบธรรมชาติ มนุษย์ดึงน้ำออกไปใช้ แต่ปล่อยให้ธรรมเป็นผู้เติมน้ำสู่แงใต้ดิน หรือน้ำใต้ดิน การขาดดุลที่ไม่เป็นธรรม

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เลือนทำนาปี เลื่อนการเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาทำใจได้จริง?

ภาวะการขาดแคลนน้ำเนื่องจากฝนทิ้งช่วงมานานกว่า 60 วัน ทำให้ข้าวหอมมะลิของชานาบ้านขี้เหล็ก หมู่ 6 ตำบลแก อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เริ่มที่จะแห้ง เหี่ยวฉาตาย แตกต่างกันตามลักษณะภูมิศาสตร์ สูงต่ำ การซึมซับน้ำ หรือบริเวรณร่องน้ำใต้ดิน
คำว่าร่องน้ำใต้ดินถามชาวบ้าน ตอบได้เลยว่าไม่รู้จัก เขารู้จักเพียงแต่แหล่งน้ำบาดาล ชาวบ้านมักสังสัยว่า น้ำใต้ดินมันไหลเป็นด้วยหรือ ?
ความรู้วิทยาศาสตร์ของชาวบ้านยังไม่ถึง แต่สามารถทราบได้จากภูมิปัญญาเก่าแก่ถึงแหล่งน้ำซับ ซึ่งแหล่งน้ำซับดังกล่าวก้น่าจะไหลมาจากที่สูงแห่งใกแห่งหนึ่งนั่นเอง แหล่งน้ำที่เก็บในที่สูงมีอยู่ที่ใด...
ชาวบ้านบ้างก็ตอบ อยู่บนฟ้า บ้างก็ตอบอยู่บนภูเขา ความสามารถเท่ากับนักเรียนชั้น ป๔ ตอบ สบายมาก แต่ชาวบ้านที่มีมุมมองทางการเมืองตอบเสียงเดียวกันว่า น้ำอยู่บนรัฐบาล ผมงง...
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัญหาภัยแล้งมาจากการจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล(ข้อสรุปที่ฟังและจับประเด็นได้) คำว่าไม่มีประสิทธิภาพ คือ รุกพื้นที่ป่า ออกกเอกสารสิทธิ์เร่งด่วนบางพื้นที่ ถมคูคลองเพื่อสร้างแหล่งโรงงาน สุรินทร์อินทรียอุตสาหกรรม เป็นคำที่เข้ากันได้ ในสุรินทร์ แหล่งน้ำไม่ได้เพิ่มจุดที่สำคัญ ไม่ศึกษาแหล่งน้ำดังเดิม ขุดลอกบริเวณที่คอรับชั่นได้ง่ายเท่านั้น... ซึ่งอื่น ๆ เขียนบรรยายได้ยาก เป็นภาษาพื้นบ้าน
การซ้ำเติมปัญหาด้วยการหันเห หรือลดละเลิกการทำนาระยะสั้น ด้วยการเลื่อนการทำนาปี เป็นสิ่งที่ยากกว่าการทำนาปรัง เพราะพันธุ์ข้าวที่เป็นพันธุ์ไวแสง จะสุกงอมตามวันเวลาที่เป็นฤดูกาลเท่านั้น จึงเรียกว่านาปี ปลูกข้าวมกราคม หรือเดือน สิงหาคม ข้าวก็ออกรวงสุกงอม เดือนพฤศจิกายนเท่ากัน ข้าวสาว ข้าวแก่ ข้าวเด็ก ออกรวงก็มีคุณภาพแตกต่างกัน
๑.การแก้ปัญการะยะสั้นเร่งด่วนที่สุดที่น่าจะทำได้จริงในเวลานี้ เริ่มสร้างแอ่งเก็บน้ำขนาดเล็ก ถึงกลาง เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่คาดว่าอาจจะมาในเวลาไม่ช้านี้
๒.ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำที่มีอยู่จำกับให้เหมาะสมกับชนิดของพันธุ์พืช
๓.ส่งถ่ายแหล่งน้ำด้วยระบบชลประทานแบบเปิด และระบบปิด
๔.เสริมเทคโนโลยีการควบคุมน้ำ
๕.วิจัยแหล่งน้ำ ทั้งบนดิน ใต้ดิน และอากาศอย่างเป็นระบบ
ระยะยาว
๑.สร้างความรู้ที่ยังยืนในการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ในระบบโรงเรียน ชุมชน ตลอดจนชาติเพื่อบ้าน
๒.วิจัยอย่างต่อเนื่อง
๓.กำหนดแผนการจัดการน้ำร่วมกันทุกฝ่ายชุมชน ตลอดจนชาติเพื่อบ้านชุมชน ตลอดจนชาติเพื่อบ้าน
๔.กำหนดหรือแผนการผลิตพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ยั่งยืน
เมื่อปัญหาเกิดแล้ว สิ่งที่คนไทยช่วยกันได้อย่างดีที่สุด คือ เต็มใจรับสภาพ และหันมาร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหา ถึงแม้การแก้ปัญหาเฉพาะนั้นจะเป็นได้น้อยหรือมากก็ตาม มิตรภาพดีต่อกัน คือน้ำที่ไม่เคยแล้งจากเมืองไทย

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ช่วงหว่านข้าว


บ้านขี้เหล็ก หมู่ 6 ตำบลแก เริ่มได้เวลาหว่านข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ข้าว กข 105 ในระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 - 7 มิถุนายน 2553 เกษตรกรบางคนก็ใช้การหว่านข้าวแห้ง นาที่ลุมก็หว่านแบบข้าวแช่ แตกต่างกันไม่มาก ชาวบ้านเนื้อที่ประมาณ 1560 ไร่ พร้อมพื้นที่ใกล้เคียง นิยมใช้วิธีหวานแล้วปั่นด้วยเครื่องจักจอบหมุนติดแทรกเตอร์ ข้าวงอกขึ้นสวยงามมาก ชาวนาอ่นใจ

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไฟไหม้ฟาง

ถึงช่วงฤดูกาลปรับพื้นที่นา เพื่อเตรียมแปลงให้เหมาะแก่การเพาะปลูก จำเป็นต้องมีการไถกลบฟาง
แต่เจ้าฟางที่ถูกทิ้งร้างข้ามปีฤดูกาล กำลังก่อปัญหา ฝุ่น ควัน ฟุ้ง ลุก ลาม ไปเป็นปัญหาอื่น ๆ ตามมาเช่น
อุบัติเหตุตามท้องถนน แค่ควัน... ทำคนตายมาเป็นร้อย ๆ
ช่วยหาทางทำให้ฟางมีมูลค่าหน่อย ถ้ามีคนสนใจ ฟางเส้นเดียวก็ไม่หลงเหลือแน่ อย่าปล่อยให้แต่เจ้าทุยเท่านั้นที่เห็นค่า เราเป็นมนุษย์ที่ฉลาด คงช่วยได้
ปัญหาแบบไฟไหม้ฟางก็จะหมดไป

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

บทบาทใต้เบื้องพระยุคลบาทของชนชาวไทย

การได้มีโอกาสทำนา ปลูกข้าวเป้นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้มีโอกาสให้ เช่นเดียวกับข้าวที่เป็นผุ้ให้ จึงได้ชื่อว่า พระคุรแม่แห่งข้าว หรือที่เรียกขานว่า พระแม่โพสพ คือ เทวดาแห่งพืชพรรณธัญหาญทั้งปวง พระคุณที่ขึ้นด้วยคำว่าแม่ จึงยิ่งใหญ่
เราคนไทยมีความโชคดี ยิ่ง เมื่อประมุขของประเทศ อย่างองค์ประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีสายพระเนตรที่ยั่งยืนและให้ความสำคัญของน้ำ แม่แห่งน้ำบ่อเกิดแม่แห่งข้าวเช่นเดียวกัน เราคนไทยมีความภูมิใจยิ่ง ในความอัฉริยภาพของพระองค์ท่าน
ขอพระองค์ทรงพระจเริญยิ่งยืนนาน